Relative
  • [01]ทบทวนพฤกษศาสตร์ของพืชปลูก
  • [02]พืชอาหารสัตว์(Forage crops)
  • [03]ข้าว(rice)
  • [04]ข้าวโพด(corn)
  • [05]ข้าวฟ่าง(sorghum)
  • [06]อ้อย(sugarcane)
  • [07]มันฝรั่ง(potato)
  • [08]มันเทศ(sweet potato)
  • [09]มันสำปะหลัง(cassava)
  • [10]ยางพารา(para rubber)
  • [11]ถั่วเหลือง(soybean)
  • [12]ถั่วเขียว(mungbean)
  • [13]ถั่วลิสง(groundnut)
  • [14]ละหุ่ง(castor)
  • [15]งา(sesame)
  • [16]ทานตะวัน (sunflower)
  • [17]มะพร้าว(coconut)
  • [18]ปาล์มน้ำมัน(oil palm)
  • [19]ฝ้าย(cotton)
  • [20]ปอแก้ว(roselle)
  • [21]ปอคิวบา (kenaf)
  • [22]ปอกระเจา(jute)
  • [23]ป่านศรนารายณ์(sisal)
  • [24]สับปะรด(pineapple)
  • Crop sciences and technology
  • Economic crops
  • Economic crops pdf files
  • Industry crops I
  • Industry crops II
  • Principles of Plant Breeding
  • Economic crops||ทบทวนพฤกษศาสตร์ของพืชปลูก
    บทปฏิบัติการที่ 1
    ทบทวนพฤกษศาสตร์ของพืชปลูก

    จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
    1.       เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้ลักษณะต่าง ๆ ทางพฤกษศาสตร์ของพืชไร่
    2.       เพื่อให้นิสิตเข้าใจ และสามารถอธิบายความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
     
    เนื้อหา
    1.       ราก
    ทำหน้าที่ดูดและลำเลียงน้ำ อาหาร แร่ธาตุ และยึดลำต้น รากบางชนิดทำหน้าที่พิเศษในการสะสมอาหาร หายใจ ปรุงอาหาร และสืบพันธุ์
              1.1    ชนิดของราก   
              รากอาจจำแนกได้ตามกำเนิด ที่อยู่และหน้าที่ได้ดังนี้
               1.       รากจำแนกตามแหล่งกำเนิดได้เป็น 3 ชนิด คือ
                    1.1    primary root หรือ tap root รากที่เจริญมาจาก radicle ของคัพภะ(embryo) มีขนาดใหญ่กว่ารากอื่น ๆ ทำหน้าที่สำคัญคือยึดลำต้น
                    1.2    secondary root หรือ lateral root หรือ branch root เป็นรากที่แตกแขนงจาก primary root มันงอกเอียงลงไปในดินจนเกือบขนานหรือขนานกับพื้นดิน รากนี้จะแตกแขนงออกไปเป็นทอด ๆ ได้อีกเรื่อย ๆ
                    1.3    adventitious root เป็นรากที่ไม่ได้กำเนิดจาก radicle หรือ แตกแขนงจาก primary root เป็นรากที่เจริญจากโคนต้นพืช ข้อของลำต้นหรือกิ่ง รากชนิดนี้จำแนกตามรูปร่างและหน้าที่ได้ 6 ชนิด แต่ที่พบในพืชไร่มี 4 ชนิด ดังนี้
                       1.3.1  รากฝอย (fibrous root) ลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ ขนาดสม่ำเสมอ งอกจากโคนต้นแทนรากแก้วที่หยุดเจริญ พบใน ข้าวโพด หญ้า มะพร้าว มันเทศ มันสำปะหลัง
                       1.3.2  รากค้ำจุน(prop root หรือ buttress root หรือ brace root) แตกจากข้อของลำต้นใต้ดิน หรือเหนือดินขึ้นมาเล็กน้อย แทงลงไปในดินเพื่อพยุงลำต้น เช่น รากค้ำจุนของข้าวโพด

     
    (ภาพที่ 1-1) 

                        1.3.3           รากเกาะ(climbing root) แตกออกจากข้อของลำต้นแล้วเกาะตามหลักหรือเสา เช่น พริกไทย กล้วยไม้
                        1.3.4           รากหายใจหรือรากทุ่นลอย(respiratory root หรือ aerating root) ส่วนใหญ่เป็นแขนงงอกออกจากรากใหญ่ที่แทงลงไปในดินและชูปลายขึ้นมาเหนือผิวดิน เรียกอีกชื่อว่า pneumatophore เช่น มะพร้าว
                2.    รากจำแนกตามที่อยู่ได้เป็น 2 ชนิด คือ
                        2.1    รากอากาศ (aerial root) เป็นรากที่อยู่เหนือดินห้อยหรือลอยอยู่ในอากาศหรือเกาะกับสิ่งต่าง ๆ ในอากาศ มีหน้าที่ค้ำจุน เกาะ สังเคราะห์แสง และหายใจ
                        2.2    รากใต้ดิน (underground root หรือ subterranean root) เป็นรากที่อยู่ใต้ดินของพืชทั่ว ๆ ไป
                3.       รากจำแนกตามหน้าที่ออกเป็น 8 ชนิด ที่พบมากในพืชไร่มี 4 ชนิด คือ
                        3.1    รากสะสมอาหาร (storage root) สะสมอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลหรือโปรตีน รากสะสมอาหารที่พบในพืชไร่เกิดจากการสะสมอาหารของรากฝอย เช่น มันเทศ มันสำปะหลัง เป็นต้น

    (ภาพที่ 1-2)

                        3.2    รากหนาม (root thorn) มีลักษณะเป็นหนามงอกจากโคนต้นพืชพวกปาล์มน้ำมัน มีหน้าที่ป้องกันโคนต้น
                        3.3    รากค้ำจุน (prop root) เช่น ลำเจียก ข้าวโพด ไทร โกงกาง
                        3.4    รากเกาะ (climbing root) เช่น พลูด่าง พริกไทย กล้วยไม้
            1.2 ระบบราก
                         1.       ระบบรากแก้ว (tap root system) ระบบรากที่มีรากแก้ว (primary root) เป็นรากหลัก มีขนาดใหญ่กว่ารากอื่น ๆ และมีรากแขนงแตกออกมา
                         2.       ระบบรากฝอย (fibrous root system) เป็นรากที่มีจำนวนมาก มีขนาดเท่า ๆ กัน แผ่กระจายไปรอบลำต้น พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่

    2.     ลำต้น
                ลำต้นมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ข้อ (node), ปล้อง (internode) และ ตา (bud)

                1. จำแนกลำต้นตามลักษณะของลำต้น
                      1.1    ไม้ล้มลุก (herb) เป็นไม้เนื้ออ่อน
                      1.2 ไม้พุ่ม (shrub) เป็นไม้เนื้อแข็ง แต่มีขนาดเล็กกว่าไม้ยืนต้น
                      1.3 ไม้ยืนต้น (tree) เป็นไม้เนื้อแข็ง อาจเรียกว่า woody stem
                2.  จำแนกตามลักษณะของเนื้อไม้ได้เป็น 2 ชนิด คือ
                      2.1 ไม้เนื้อแข็ง (woody stem) ได้แก่ ลำต้นของพวกไม้ใหญ่และไม้พุ่ม
                      2.2 ไม้เนื้ออ่อน (herbaceous stern) ได้แก่ ลำต้นของพืชล้มลุก
                3.  จำแนกตามลักษณะการดำรงชีพได้เป็น 3 ชนิด คือ
                      3.1 annual มีชีวิตเพียงปีเดียวหรือฤดูเดียว
                      3.2 biennial มีชีวิต 2 ปี ลำต้นเป็นแบบหัวหรือรากมีขนาดใหญ่ สะสมอาหารไว้ พืชพวกนี้มีลำต้นอ่อน
                      3.3 perennial มีชีวิตหลายปี ส่วนมากเป็นไม้ยืนต้น แต่พืชล้มลุกบางชนิดมีอายุหลายปี เช่น หญ้า
                4.  จำแนกตามที่อยู่ได้เป็น 2 ชนิด คือ
                      4.1 ลำต้นเหนือดิน (aerial stem) พบทั้งชนิด erect stem, runner, stolon และ bulbil
                             4.1.1     creeping stem (prostrate stem) ลำต้นอ่อนทอดเลื้อยขนานไปกับผิวดินหรือน้ำ ทุกข้อจะเกิดมีรากยึดผิวดิน (stolon) บางพวกลำต้นไม่ได้ทอดไปตามดินแต่ส่วนโค้งลงมาจดพื้นดินก็จะงอกรากมายึดพื้นดินไว้และเจริญต่อไป (runner) runner และ stolon


    (ภาพที่ 1-3) 

                             4.1.2     climbing stem (climber) ลำต้นอ่อนเลื้อยขึ้นที่สูง โดยใช้ลำต้นพันหลักเป็นเกลียว (twining stem or twiner) เช่น ถั่ว ในพืชบางชนิดลำต้นดัดแปลงไปเป็นมือเกาะ (stem tendril or tendril climber) เช่น พริกไทย พืชบางชนิดสร้างอวัยวะคล้ายขอเกี่ยวหรือหนามไว้ยึดในการไต่ขึ้นที่สูง (stem spine or stem thorn) เช่น เฟื่องฟ้า
                              4.1.3   Cladophyll (Phylloclade or Cladode) ลำต้นแผ่เป็นแผ่นแบนหรือเป็นเส้นยาว เช่น สน พระยาไร้ใบ
                              4.1.4   Bulbil (bulbel or crown or slip) เป็นตาหรือหน่อเล็ก ๆ ประกอบด้วยยอดอ่อนและใบเล็ก ๆ 2-3 ใบ แตกออกระหว่างซอกใบกับลำต้น หรือจากยอดของลำต้นแทนดอก เมื่อร่วงลงดินก็เจริญเป็นต้นใหม่ได้ เช่น ป่านศรนารายณ์ สับปะรด
     
     
     
      (ภาพที่ 1-4)


    (ภาพที่ 1-5)

                      4.2  ลำต้นใต้ดิน (underground stem หรือ subterranean stem) พบทั้งชนิด rhizome, bulb และ tuber
                              4.2.1   rhizome (root stock) เจริญขนานกับผิวดิน เช่น หญ้าแพรก
                              4.2.2   bulb (ภาพที่ 1-6) ลำต้นสั้นตั้งตรง มีใบเป็นเกล็ดซ้อนกันหลายชั้น ห่อหุ้มลำต้นมีการสะสมอาหารในใบเกล็ด เช่น หัวหอม


    (ภาพที่ 1-6)
                              4.2.3   tuber (ภาพที่ 1-7) เจริญจากปลาย rhizome ประกอบด้วยปล้อง 3-4 ปล้อง มีอาหารสะสมมากจนพองโต เช่น มันฝรั่ง
     



     (ภาพที่ 1-7)

    3.     ตา

                        3.1 ชนิดของตาตามการเจริญเติบโต
                               1.   จำแนกตามการเจริญเติบโตได้เป็น 3 ชนิด คือ
                                    1.1  leaf bud เจริญให้กิ่งหรือใบ
                                    1.2  flower bud เจริญให้ดอก
                                    1.3  mixed bud เจริญให้ทั้งกิ่ง ใบ และดอก
                              2.    จำแนกตามแหล่งกำเนิดได้เป็น 4 ชนิด ที่สำคัญมี 3 ชนิด คือ
                                    2.1  lateral bud หรือ axillary bud เกิดตรงมุมใบตรงที่ติดกับลำต้น (leaf axil)
                                    2.2  terminal bud หรือ apical bud เกิดตรงปลายกิ่งหรือยอดของลำต้น
                                    2.3  adventitious bud เกิดจากส่วนหนึ่งส่วนใดนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ตานี้เกิดเมื่อพืชได้รับอันตราย

                         3.2    การเรียงตัวของตา (ภาพที่ 1-8) มีการเรียงตัวบนลำต้น 4 แบบ คือ
                              1.  alternate ตาเกิดสลับกันคนละข้างบนคนละข้อ
                              2.  opposite ตาเกิดตรงข้ามในข้อเดียวกัน
                              3.  whorled ตาเกิดมากมายบนข้อเดียวกัน
                              4.  spiral คล้าย alternate แต่ตาอยู่เยื้องกันเล็กน้อย ทำให้ดูคล้ายบันใดเวียน
     

    (ภาพที่ 1-8)

    4.     ใบ
                  ใบทำหน้าที่ปรุงอาหาร หายใจ และคายน้ำ ใบ (ภาพที่ 1-9) ประกอบด้วย ก้านใบ (petiole) แผ่นใบ (leaf blade) และหูใบ (stipule)
                ชนิดของใบ (ภาพที่ 1-10) จำแนกตามจำนวนใบที่แยกออกจากก้านใบได้เป็น 2 พวก คือ
                1.  ใบเดี่ยว (simple leaf) ประกอบด้วยแผ่นใบเพียงแผ่นเดียว เรียกว่า lamina or blade
                2.  ใบประกอบ (compound leaf) ซึ่งมีทั้งชนิด pinnately compound leaf และ palmately compound leaf


    (ภาพที่ 1-9)


    (ภาพที่ 1-10)

    5.     ดอก
                ดอก (ภาพที่ 1-11) ประกอบด้วย 1. กลีบเลี้ยง (sepal) 2. กลีบดอก (petal) 3. เกสรตัวผู้ (stamen) ประกอบด้วยก้านเกสรตัวผู้ (filament) และอับละอองเกสรตัวผู้ (anther) 4. เกสรตัวเมีย (pistil) ประกอบด้วย รังไข่ (ovary) ก้านเกสรตัวเมีย (style) และ ยอดเกสรตัวเมีย (stigma) 5. ฐานรองดอก (receptacle)
               


    (ภาพที่ 1-11)
     

               5.1    ชนิดของดอก
                         5.1.1 แบ่งตามส่วนประกอบต่าง ๆ เป็น 2 ชนิด คือ
                                 1.  complete flower คือ ดอกที่มีชั้นของกลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย รวมทั้งหมด 4 ชั้น
                                 2.    incomplete flower คือ ดอกที่มีส่วนประกอบของดอกหายไปหนึ่งหรือมากกว่า ดอกที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียครบเรียกว่า ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) และ ดอกที่มีเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียไม่ครบ เรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower)
              
               5.2 ช่อดอก
                       ช่อดอกพืชมี 11 ชนิด (ภาพที่ 1-12) ที่พบในพืชไร่เศรษฐกิจมี 4 ชนิด คือ
                                1.  panicle
                                2.  spike
                                3.   raceme
                                4.   head
     

    (ภาพที่ 1-12) 
     


     
    6.     ผล
                เกิดจากรังไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว ผลประกอบด้วย pericarp (exocarp + mesocarp + endocarp ถ้ามี) และ seed (test + embryo + endosperm ถ้ามี) embryo ของพืชบางชนิดมีขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็น cotyledon, plumule และ radicle ได้ชัดเจน

    7.       เมล็ด
                คือ ovule ที่สุกแก่แล้ว ประกอบด้วย เยื่อหุ้มเมล็ด (seed coat or testa) ต้นอ่อน (embryo) และส่วนสะสมอาหาร (endosperm or cotyledon)
     
     
     
     
     
     
    บรรณานุกรม
    อักษร ศรีเปล่ง. 2512. พฤกษศาสตร์ทั่วไป. สาขาพฤกษศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

    Comp, W.H.  1963. Laboratory workbook in introductory botany. Third edition. Burgess Publishing Company, Minnesota.

    Fuller, H.J. and O. Tippo. 1954. College botany. Oxford and IBH Publishing Company. Culcutta, Bombay, New Delhi.

    Greulauh, V.A. and J.E. Adams. 1967. Plants introduction to modern botany. John Weiley & Sons Inc., New York, London, Sydney.

    Steward. F.C. 1967. Growth and organization in plants. Addison-Wesley Publishing Company. Reading, Messachusetts, Menio Park, London, don Mills, Ontano.
     

    เอกสารสำหรับดาวน์โหลด(0 ไฟล์)